วิธีการอยู่กับน้ำท่วมของชาวบ้าน (ในเขตเมือง)

16 ข้อ ที่เราควรนำมาปรับใช้ สำหรับใช้ชีวิตอยู่กับน้ำท่วม หลายข้อจะทำให้เราไม่ตระหนกเกินจริงเมื่อน้ำกำลังจะมาถึง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมของใช้ เตรียมไฟฉาย ระบบไฟ น้ำประปา รองเท้าบู๊ต และเบอร์โทรศัพท์สำคัญ

ใครที่ยังไม่ได้เตรียมตัวมากนัก อย่าลืมอ่าน Shopping List ซื้อของเตรียมรับมือภัยพิบัติและอพยพ และ ซื้ออะไรเก็บไว้กินยามภัยพิบัติดี?

  1. เมื่อน้ำท่วมแล้ว เวลาเราเดินก็จะต้องก้าวเท้าลงในน้ำซึ่งเราจะไม่สามารถมองเห็นพื้นที่เรากำลังจะเหยียบได้ การลื่นหกล้มหรือไปเหยียบของมีคมจึงเกิดขึ้นได้ง่าย สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ทำกันในยามนี้คือใช้รองเท้าแตะหรือรองเท้าฟองน้ำ ซึ่งขอแนะนำว่าไม่ควรใช้เพราะรองเท้าพวกนี้ไม่ตรึงอยู่กับเท้าและลื่นได้มาก อยากจะขอแนะนำให้ใช้รองเท้าสาน คือรองเท้าแตะแบบที่มีสายรัดกับข้อเท้า ซึ่งจะทำให้เดินได้สะดวกและมั่นใจได้มากขึ้น
  2. รองเท้าบู๊ตถ้ามีก็ดี แต่รองเท้าแบบนี้ใช้ได้เฉพาะกรณีน้ำท่วมไม่มาก หากท่วมสูงเป็นเมตรก็ไร้ประโยชน์ เพราะน้ำจะเข้าไปในรองเท้าบู๊ตอยู่ดี นอกจากนี้จะใช้ได้ดีก็เฉพาะสำหรับการเดินลุยน้ำในทางราบ (ซึ่งก็ไม่ดีเท่ารองเท้าสานอย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 1) และไม่สะดวกรวมทั้งอันตรายด้วยซ้ำหากจะใช้สวมปีนข้ามกำแพงกระสอบทรายที่กั้นบ้านไว้เป็นเมตร
  3. ในช่วงน้ำท่วมอย่าไปกังวลเรื่องไม่ให้เท้าหรือขาเปียกตลอดเวลา เพราะเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ดังนั้นเมื่อเดินลุยน้ำมาแล้วและกลับมาบ้านหรือไปถึงพื้นที่ที่แห้งแล้วก็ควรล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและโรยแป้งให้ทั่ว ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องไปจัดการหาหรือซื้อแป้งเตรียมไว้ล่วงหน้า
  4. ในช่วงน้ำท่วม การไฟฟ้าอาจตัดไฟฟ้า เราจึงจำเป็นต้องมีไฟฉายไว้เตรียมพร้อมพร้อมถ่าน สำหรับอุปกรณ์นี้ถ้าเราสามารถจัดหาไฟฉายแบบใช้ในน้ำได้ก็ดี เพราะตกน้ำแล้วไม่เป็นไร แต่ถ้าเราไม่สามารถหาไฟฉายแบบนี้ได้ก็ต้องหาแบบที่มีสายร้อยหรือคล้องข้อมือเพื่อจะได้ไม่พลัดหล่นลงน้ำ เพราะหล่นลงน้ำแล้วไฟฉายก็จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป ส่วนกรณีไฟฉายที่ซื้อมาไม่มีสายร้อยข้อมือก็ให้เอาเชือกร้อยรูที่ก้นไฟฉาย(ซึ่งส่วนใหญ่จะมีรูนี้ไว้ให้)และทำเป็นสายคล้องข้อมือเอาเอง นี่ก็ใช้ได้ดีเหมือนกัน
  5. น้ำท่วมคราวนี้จะท่วมนาน หลายคนคาดการณ์ว่าจะเป็นเดือน การขาดแคลนน้ำใช้ต้องมีแน่ แม้แต่การประปานครหลวงก็ออกมาเตือนให้กักเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ในบ้านล่วงหน้า อย่ารอจนมีปัญหา สำหรับกรณีนี้ผมมีข้อแนะนำว่าอย่าสำรองน้ำใส่ตุ่มหรือถังพลาสติกไว้ที่พื้นชั้นล่าง เพราะเมื่อเราใช้น้ำพร่องถังไปแล้ว ถังหรือตุ่มนี้ก็กลายเป็นเรือ ซึ่งจะลอยไปไหนมาไหนได้ และยิ่งถ้าใช้น้ำไปมากจนน้ำงวดถึงใกล้ก้นถังหรือตุ่ม ก็จะเกิดปรากฏการณ์ตุ่มหรือถังพลิกคว่ำ จึงควรสำรองน้ำใส่ตุ่มไว้ที่สูง เช่น ชั้นสอง ยิ่งถ้าเป็นบริเวณพื้นปูนก็ยิ่งดีเพราะจะได้ดูแลได้สะดวกและง่ายขึ้น
  6. ในกรณีที่มีปั๊มน้ำอยู่ชั้นล่างและใช้ดูดน้ำขึ้นชั้นบน เมื่อน้ำมาหรือก่อนน้ำมาก็ให้ตัดไฟตัดท่อ และเอาปั๊มขึ้นที่สูง
  7. ถ้ายังมีเวลาและพอหาช่างประปาได้ ก็ควรตัดต่อท่อประปาในบ้านเสียใหม่ ให้สามารถใช้น้ำตรงจากท่อประปานครหลวงได้ เราจะได้ใช้น้ำนี้ได้ในกรณีที่ตัดปั๊มทิ้งออกจากระบบท่อไปแล้ว แต่สิ่งนี้ต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้า ไม่ควรรอจนน้ำมาแล้วจะไม่ทันการณ์
  8. ในช่วงน้ำท่วมนานแบบนี้ เราต้องใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด น้ำอาบถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ ให้ใช้วิธีเช็ดตัวเอา นอกจากนี้หากสถานการณ์เลวร้ายสุดๆ น้ำกินแทบจะไม่มีแล้ว เราก็ไม่ควรแปรงฟันโดยใช้ยาสีฟัน เพราะต้องเปลืองน้ำบ้วนปากหลายครั้ง แต่เพื่อรักษาคุณภาพฟันเราก็ควรใช้ไหมขัดฟันเพื่อขจัดเศษอาหารออกจากซอกฟัน และใช้แปรงสีฟันมาแปรงสดๆโดยไม่ใช้ยาสีฟัน แบบนี้เราก็จะประหยัดน้ำไปได้ครั้งละหลายร้อยซีซี(แก้วหนึ่งประมาณ 200 ถึง 300 ซีซี) หรือหลายแก้ว ซึ่งเท่ากับการกินหนึ่งมื้อ
  9. พูดถึงการใช้และกินน้ำรวมทั้งกินข้าวแล้ว ก็ต้องพูดถึงการถ่ายของเสีย ซึ่งในกรณีน้ำท่วมบ้านซึ่งจะท่วมบ่อเกรอะบ่อซึมด้วย เราควรชั่งใจว่าจะใช้กระดาษชำระหรือน้ำชำระดี(ล้างก้นแบบวิธีเดิมๆที่คนไทยใช้กัน) เพราะถ้าใช้กระดาษจะเกิดโอกาสท่อตันได้มากเพราะท่อส้วมจะมีน้ำไปอยู่เต็ม แต่ถ้าใช้น้ำชำระก็จะเปลืองน้ำ ดังนั้นต้องพิจารณาดูเอาเอง
  10. ถ้าจะให้ดี ก็ควรใช้ส้วมเฉพาะกิจแบบถุงดำครอบส้วมกระดาษหรือเก้าอี้เจาะรู แบบที่สื่อต่างๆได้นำเสนอไปมากแล้ว แต่ควรโรยปูนขาว(ไม่ใช่ปูนซิเมนต์ขาวนะครับ และหาซื้อได้ตามร้านขายวัสดุก่อสร้างทั่วไป)เข้าไปสักครึ่งกำมือต่อการถ่ายหนึ่งครั้ง ซึ่งเมื่อพอเต็มแล้วก็มัดปากถุงให้แน่น และหาที่เก็บให้ไกลตัว(จะได้ไกลกลิ่น) อย่าทิ้งลงน้ำนะครับ เพราะนั่นจะเป็นการไปทำให้น้ำในบริเวณบ้านท่านเน่าและเหม็น ซึ่งก็ท่านนั่นแหละที่จะต้องดมอยู่เองทุกวันจนกว่าน้ำจะแห้ง ซึ่งเป็นเดือนนะครับ ขอเตือนอีกครั้ง
  11. เตรียมเชือก(ใหญ่ขนาดนิ้วก้อย)ไว้สัก 2-3 ขดๆละ 10-20 เมตร เอาไว้ใช้สำหรับกิจกรรมต่างๆที่คาดไม่ถึง หรืออาจเอาไว้ใช้โยนมารับของเวลามีคนเอาของมาช่วย หรือเอาไว้ขึงตากผ้า หรือเอาไว้ผูกโยงกับเสาหรือรั้ว เอาไว้จับพยุงตัวเวลาเดินลุยน้ำฯลฯ
  12. ในกรณีน้ำท่วมเป็นเมตร และเราจำเป็นต้องขึ้นไปอยู่บนชั้นสอง การรับของที่ส่งไปช่วยอาจไม่สะดวกทั้งสำหรับคนรับและคนให้ เพราะเอื้อมกันไม่ถึง จึงควรหาตะขอหรือภาชนะบางชนิด เช่น ตะกร้อสอยมะม่วง(หาซื้อได้ตามร้านขายวัสดุก่อสร้างเช่นกัน)มาผูกปลายเชือกและหย่อนลงมารับของ
  13. สำหรับคนที่ทำกำแพงกระสอบทรายกันน้ำเข้าบ้าน สิ่งที่หลายคนลืมดูคือ บริเวณสุดปลายซ้ายขวาของกำแพงกระสอบ จุดนี้จะเป็นจุดที่น้ำเข้าได้มาก วิธีการที่ดี ถ้าใช้พลาสติกหุ้มกำแพงอยู่ ก็ให้เหน็บปลายผ้าพสาสติกเข้าแนบกับกำแพงให้มากที่สุด (หมายเหตุ: ผ้าพลาสติกจึงต้องยาวกว่าช่องที่เรากั้น อย่างน้อยข้างละ 50 เซ็นติเมตร ถึง 1 เมตร) แล้วใช้เศษผ้าอุดรูที่ยังอาจมีหลงเหลืออยู่ โดยอุดที่ด้านนอก อย่าอุดที่ด้านในเพราะถ้าอุดด้านนอก เวลาน้ำท่วมแรงดันน้ำจะยิ่งกดดันให้ผ้าไปอุดรูแน่นขึ้น แต่ถ้าอุดไว้ด้านในเวลาน้ำรั่วน้ำจะดันให้ผ้าหลุดได้ และในกรณีนี้น้ำก็จะรั่วเข้าบ้านได้มาก
  14. ในกรณีมีกำแพงกระสอบทรายหรือกำแพงก่ออิฐกันน้ำเข้าบริเวณบ้าน ก็อย่าลืมว่าน้ำจะตีโอบหลังเข้าบ้านได้ โดยไหลย้อนเข้ามาตามท่อระบาย ซึ่งในเวลาปกติท่อนี้จะใช้ระบายน้ำออกจากบ้าน แต่ในช่วงน้ำท่วมน้ำจะไหลย้อนเข้ามา จึงต้องอุดท่อนี้ โดยอาจใช้กระสอบทรายอัดและอุดที่บ่อพักสุดท้ายก่อนบรรจบกับท่อเทศบาลภายนอก โดยอาจต้องวางซ้อนๆกันหลายๆถุง ขึ้นอยู่กับว่าน้ำข้างนอกท่วมสูงมากหรือน้อย
  15. ตัดไฟทั้งบ้าน วิธีการทดสอบว่าเบรกเกอร์(ตัวตัดไฟ)ตัวไหนใช้คุมบริเวณใดก็ทำได้ง่ายๆ โดยเอาโคมไฟหรือวิทยุตัวเล็กๆไปเสียบที่เต้าหรือปลั๊กไฟ แล้วสับเบรกเกอร์ขึ้นลงดูว่าไฟติดหรือวิทยุดังหรือไม่ หากไฟไม่ติดหรือวิทยุไม่ดัง ก็แสดงว่าไม่มีไฟเข้า ก็แสดงว่าเบรกเกอร์ตัวนั้นใช้ควบคุมบริเวณนั้น พอรู้อย่างนั้นแล้วก็ใส่หมายเลขเบรกเกอร์หรือทำเครื่องหมายไว้บนตัวที่มีความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งก็คือส่วนที่ต่ำที่สุด เช่น ห้องครัว ห้องแม่บ้าน ฯลฯ เพื่อจะได้ตัดไฟได้ทันเวลาและไม่ตระหนกตกใจจนเกินเหตุ
  16. เรื่องสุดท้ายที่อยากแนะนำ คือจดเบอร์โทรศัพท์ที่จำเป็นไว้ในที่ที่จะหาดูได้ง่ายๆ เบอร์ที่จำเป็นก็คือเบอร์ของเขตหรืออำเภอของเรา เบอร์หน่วยกู้ภัยในบริเวณ ฯลฯ

ที่มา

วิธีการอยู่กับน้ำท่วมของชาวบ้าน (ในเขตเมือง) โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรักษาการผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สามารถอ่านบทความเต็มได้ที่นี่

07. November 2011 by thaifloodrelief
Categories: ข้อมูลน่าสนใจและอ้างอิง, เตรียมตัวและระวังป้องกัน, ใช้ชีวิตเมื่อน้ำท่วม | Tags: , , , , , | Leave a comment